วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

ประวัติหลวงพ่อสังวาลย์ เขมโก

ประวัติ หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก
พระกรรมฐานแห่งเมืองสุพรรณ

วัดทุ่งสามัคคีธรรม อ.สามชุก สุพรรณบุรี
หลวงปู่่ เดิมชื่อ  สังวาล นามสกุล จันทร์เรือง เกิดเมื่อ จันทร์ เดือน 4 ปีมะโรง (2459)  ที่บ้านหนองผักนาก สามชุกสุพรรณบุรี บรรพบุรุษท่านมีอาชีพทำนา แต่โยมบิดาของท่านเป็นผู้ที่ได้นำภาพยนตร์มาฉายในอำเภอสามชุกเป็นคนแรกอุปสมบทครั้งแรก เมื่ออายุครบบวช แต่ด้วยความที่ท่านเป็นคนไม่รู้หนังสือ บทสวดมนต์บางบท ท่านต้องจำจากที่แม่ชีสวดกัน ท่านจึงสวดมนต์ได้แค่  อิติปิโส ฯ พาหุง ฯ แม้แต่นะโมก็ต้องต่อเอา ด้วยเหตุนี้ท่านจึงต้องลาสิกขาบททั้งๆที่ไม่อยากจะลาเลย  ชีวิตสมรส ท่านสมรสกับแม่บาง เมื่ออายุ 26 ปี ในปี 2448   แต่ไม่มีบุตรด้วยกัน ท่านยึดอาชีพทำนาแต่ด้วยเหตุที่ท่านมีสุขภาพไม่ค่อยจะแข็งแรงเท่าไรนักบางครั้งขณะที่ทำงานเกิดเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา   ท่านก็ต้องผลัดกันไถนาโดยอาศัยห้างนาเป็นที่พัก รอจนไข้ลดจึงได้ออกมาทำนาเป็นปรกติ บางทีก็ทำนาไม่ได้ต้องให้ภรรยาท่านเป็นคนทำ ท่านจึงรับหน้าที่ เป็นผู้ช่วยหุงหาอาหารให้ภรรยาเท่านั้นเอง  ท่านได้ทนทุกข์ทรมานกับโรคภัยถึง 2 ปีโดยในระหว่างนั้นท่านได้รับคำแนะนำจากแม่ชีจินตนา ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ   ให้ทำกรรมฐานเผื่อว่าโรคจะหายความที่ท่านมีโรคภัยนี้เอง จึงได้เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ท่านได้เห็นภัยวัฏฏะสงสาร เห็นภัยที่เกิดจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ขึ้นมา ท่านเล่าให้ฟังว่า ครั้งหนึ่งแม่บางไม่สบาย ท่านก็ได้ช่วยดูแลตามประสาสามี  ธรรมดาของคนป่วยย่อมจะต้องมีความอิดโรยเป็นธรรมดาและช่วยตัวเองไม่ได้  ท่านจึงช่วยตักน้ำราดศรีษะให้แม่บาง พอน้ำราดลงบนเส้นผม   ไอระเหยที่โดนเส้นผมนั้น ส่งกลิ่นชวนให้น่ารังเกียจ   เนื่องจากไม่ได้ทำความสะอาดมาเป็นเวลานาน ทำให้
ท่านเกิดสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งว่า  อสุภนิมิต มีโครงกระดูกขึ้นแทน ด้วยตัวท่านเป็นผู้ฝึกทำกรรมฐานอยู่เสมอ จึงทำให้จิตใจที่รับการฝึกฝนอยู่ย่อมเกิดปัญญาเกิดความรู้เห็นขึ้น   มีญาณทัศนะปรากฎขึ้น ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ท่านเห็นภัยในสังขารยิ่งขึ้นและเกิดความเบื่อหน่ายที่จะครองเรือนอีกต่อไป การสละจาการครองเรือนจึงได้เกิดขึ้น  ที่ได้รับการฝึกฝนอยู่ย่อมเกิดปัญญาเกิดความรู้เห็นขึ้นมีญาณทัศนะปรากฎขึ้น ท่านได้บอกกับแม่บาง ให้รู้ถึงความตั้งใจอันแน่วแน่ที่ท่านจะไปสู่ธรรมวินัยของพระบรมศาสดาเพื่อ ที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ให้จงได้ ในการจะออกบวชในครั้งนี้ท่านก็ได้ให้พ่อห่วง ผู้เป็นบิดา ให้บอกกับลูกหนี้ทั้งหมดที่เป็นหนี้เป็นสินกับบิดาของท่าน ให้มาประชุมพร้อมกันและท่านได้ขอร้องพ่อห่วงให้ยกเลิกสัญญาที่ลูกหนี้ทั้งหลายได้กระทำกับบิดาของท่าน ด้วยการฉีกเอกสารทิ้งทั้งหมด   นับได้ว่าเป็นการเริ่มต้นในการให้ทาน อันเป็นที่น่าปิติยินดีอย่างยิ่งหลังจากนั้นท่านได้ อุปสมบทอีกครั้ง เมื่อ วันที่ ๒๗ เมษายน ๒๔๙๔  ณ วัดนางบวช  อ.เดิมบางนางบวช  จ.สุพรรณบุรี  เวลา ๑๔.๔๕ น. ท่านพระครูแขก เป็นอุปัชฌาย์  เมื่อท่านอุปสมบทแล้ว ก็ได้เข้าไปปฏิบัติธรรม  ณ ป่าช้าวัดบ้านทึง อ.สามชุก เป็นเวลา ๖ พรรษา ท่านได้อาศัยอยู่ในป่าช้าโดยฝากตัว เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อมหาทอง โสภโณ วัดบ้านทึง  จ. สุพรรบุรี ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ทางด้านปริยัติได้ดีท่านหนึ่ง หลวงพ่อมหาทองท่านได้เป็นผู้แปลข้อศีลที่ว่า  สมาธิ ภิกฺขเว ภาเวย สมาธิโต ยถาภูตํ ปชานาติ   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายพึงยังสมาธิให้เกิดขึ้นเถิด เพราะจิตที่เป็นสมาธินั้น ย่อมรู้เห็นตามความเป็นจริง เพียงประโยคนี้เท่านั้น ที่ท่านถือเป็นแนวทางปฏิบัติ มุ่งมั่นกระทำความเพียร อยู่ในป่าช้าตลอดเวลา ๕ ปี  ปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัตินี้เองทำให้ท่านรู้เห็นตามความเป็นจริง โดยท่านได้ยึดหลักธุดงควัตรตลอดเวลา หลังจากที่ท่านพระอาจารย์มหาทองได้ละสังขารแล้ว ท่า่นจึงได้ออกจากป่าช้า แต่ท่านก็มิได้ละเลย หรือทอดธุระในภาคปฏิบัติเลยแม้แต่น้อย เรื่องนี้ก็ให้นึกถึงคำของท่านที่ได้กล่าวว่านักปฏิบัติจะทิ้งการปฏิบัติไม่ ได้ จนกว่าจะหมดลมท่านเองก็เป็นเช่นนั้น เมื่อท่านมาอยู่วัดทุ่งสามัคคีธรรม และไปสร้างวัดป่าน้ำตกเขมโก ที่ ด่านช้าง สุพรรณบุรี ท่านก็จะสั่งสอนและเจริญสมาธิภาวนาอยู่เสมอมิได้ขาดเลย ในระยะเริ่มแรกท่านมีอุปสรรคมากเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจ บางคนถึงกับเข้ามาทำร้ายและขัดขวางการเผยแพร่ธรรมทุกรูปแบบ แต่ในที่สุดท่านก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ และเผยแพร่ธรรมให้ทุกคนรู้จักประพฤติปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างกว้างขวางมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ความสนใจในการปฏิบัติธรรม เข้ห้องกรรมฐานปฏิบัติตตามห
ลักมหาสติปัฏฐาน 4 ที่หลวงพ่อแนะนำสั่งสอนได้เป็นอย่างดี หลวงปู่จึงมีศิษยานุศิษย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย  ***

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น